Page 29 - ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2563
P. 29
สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติอนุมัติให้ใช้เป็นกฎหมายได้ตั้งแต่วันที่
๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ อันเป็นวันต่อจากวันที่สมเด็จพระเจ้า
อยู่หัวอานันทมหิดลได้ทรงลงพระปรมาภิไธย
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จนิวัตสู่พระนครเมื่อวันที่
๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ และในวันนั้นนายปรีดีฯ ได้คืนพระราชอำานาจ
และพ้นจากตำาแหน่งผู้สำาเร็จราชการแทนพระองค์ ต่อมาเมื่อวันที่
๘ ธันวาคม ศกเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลมีพระบรม-
ราชโองการโปรดเกล้าฯ ยกย่องนายปรีดีฯ ไว้ในฐานะ “รัฐบุรุษอาวุโส”
และให้มีหน้าที่รับปรึกษาราชการแผ่นดินเพื่อความวัฒนาถาวรของ
ชาติสืบไป โดยที่ทรงพระราชดำาริว่า นายปรีดีฯ “ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วย
ความซื่อสัตย์สุจริต และด้วยความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหา-
กษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ ทั้งได้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ในความ
ปรีชาสามารถบําเพ็ญคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติเป็นเอนกประการ”
และต่อมาในวันที่ ๑๐ ธันวาคมของปีเดียวกัน ก็ได้มีพระบรมราช-
โองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณ
มงคล นพรัตน์ราชวราภรณ์ กับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้า
แก่นายปรีดีฯ ด้วย
เมื่อรัฐบาลของนายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำาแหน่งเมื่อ
วันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่
เห็นว่า ประเทศไทยในขณะนั้นยังมีภาระที่จะต้องเจรจาต่อรองกับฝ่าย
สัมพันธมิตร ซึ่งเป็นผลประโยชน์สำาคัญของประเทศชาติอีกหลาย
ประการ จึงได้ประชุมขอร้องให้นายปรีดีฯ รับเป็นนายกรัฐมนตรีเอง
สักระยะหนึ่ง นายปรีดีฯ พิจารณาเห็นความจำาเป็นของสถานการณ์
ในขณะนั้น จึงได้ยอมรับตำาแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มีพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ศกเดียวกัน ในระหว่างที่
๒๘ ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๓

