Page 148 - ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2563
P. 148
เป็นรูปธรรมที่ประจักษ์ก็ไม่อาจที่จะเห็นรูปธรรมนั้นได้ คือ เกิดความ
ลางเลือน ฉะนั้น ในการที่ลูกจะศึกษาความรู้ทั่วไปที่พ่อถ่ายทอดให้
ลูกก็ต้องทำาตนโดยชำาระสมองให้ปราศจากอุปาทานและกิเลส จึงจะรับ
เอาสิ่งที่เป็นสัจจะตามภววิสัยและตามรูปธรรมที่ประจักษ์ได้
อนึ่ง พ่อขอให้ระลึกถึงคติโบราณของไทยว่า คนที่จะฉลาด
นั้นจะต้องมีความเฉลียว จะต้องมีความสังเกต เพราะความสังเกตนั้น
เป็นบ่อเกิดแห่งปัญญาและสติ ปรัชญาเมธีตั้งแต่สมัยกรีกที่ค้นคว้า
หาสมุฏฐานของโลกนั้น ก็เริ่มมาจากความสังเกตก่อน เช่น สังเกต
นำ้ากลายเป็นนำ้าแข็ง แล้วนำ้าแข็งกลายเป็นนำ้า และสังเกตเรื่องดิน ไฟ
ลม ฯลฯ และจากความสังเกตของปรัชญาเมธีหลายชั่วก็ได้พัฒนา
ความรู้อันเป็นวิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นจนถึงปัจจุบันนี้ ถ้า
ปราศจากความสังเกตแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้ที่บุคคลใดจะอ้างว่า มีปัญญา
หรือมีความฉลาด เพราะว่าที่แท้ก็จะเป็นการถือตามคำาบอกเล่าที่ห่าง
จากสัจจะ อนึ่ง การสังเกตนั้นปฐมเมธีและคติพจน์ของท่านผู้รอบรู้
ก็สอนให้สังเกตสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวมาก่อนอย่างเป็นระบบและอย่าง
ละเอียดถี่ถ้วน เรื่องนี้จะได้กล่าวเมื่อถึงโอกาสเหมาะสมในฉบับต่อ ๆ
ไป
ในฉบับนี้พ่อจะได้เริ่มเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาปัจจุบันซึ่งเป็น
ข่าวอยู่ในเมืองไทย คือ ปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของประชากรใน
ชนบทกับในเมือง เพราะถ้าสังเกตเพียงแต่ฟังวิทยุหรืออ่านข่าว นสพ.
ก็น่าสนใจว่า พลเมืองในกรุงเทพฯ มีเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย และเมื่อ
คืนนี้พ่อได้ฟังวิทยุโตเกียวภาคภาษาไทย ซึ่งนักประชากรศาสตร์ได้
วิจารณ์ว่า อีก ๒๐ ปี ประชากรที่เป็นชาวนาญี่ปุ่นจะมีเพียงร้อยละ ๕
ของพลเมืองญี่ปุ่นทั่วทั้งประเทศ ทั้งนี้ก็เป็นทางโน้มของพลเมืองชนบท
ที่เข้าไปอยู่ในเมืองอันเป็นปรากฏการณ์ที่ประจักษ์อยู่ในประเทศต่าง ๆ
ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๓ ๑๔7

