Page 143 - ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2563
P. 143
ต้องการวางรากฐานของระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งขึ้น พร้อม ๆ
กับความจางหายในความหวาดกลัวต่อการครอบงำาของเสียงข้างมาก
ในสภา และได้ให้บทบาทในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายนิติบัญญัติไป
อยู่ที่องค์กรตุลาการแทน กล่าวคือ ใช้กลไกการควบคุมความชอบด้วย
รัฐธรรมนูญของกฎหมายเข้ามาแทนที่การตรวจสอบร่างกฎหมายโดย
สภาสูง
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของระบบสภาคู่ที่ยังมีอยู่ในปัจจุบัน
ค่อนข้างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ สภาสูงถูกลดทอนอำานาจลงให้
เหลือเพียงบทบาทในการกลั่นกรองกฎหมาย ดังที่ปรีดีใช้คำาว่า “ยับยั้ง”
เท่านั้น ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐใดที่กำาหนดให้สภาสูงที่มีความเป็นอภิชนา-
ธิปไตยหรืออำามาตยาธิปไตยมีบทบาททางการเมืองมากเท่าใด ความ
ชอบธรรมทางประชาธิปไตยของรัฐสภาในรัฐนั้นย่อมลดน้อยลงตาม
๕๙
ไปด้วยนั่นเอง มิพักต้องกล่าวถึงในประเทศที่รัฐธรรมนูญกำาหนด
ที่มาของสมาชิกสภาสูงนั้นไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยราษฎร สมาชิก
เหล่านั้นย่อมไม่ใช่ผู้แทนของราษฎรและไม่มีความรับผิดชอบต่อราษฎร
แต่ย่อมเป็นผู้แทนและต้องมีความรับผิดชอบต่อกลุ่มการเมืองที่แต่งตั้ง
เข้ามา ลักษณะที่เกิดขึ้นดังกล่าวย่อมไม่เหมาะกับการเป็นประเทศที่
มีระบอบประชาธิปไตยโดยแท้ เนื่องจากสภาสูงมิใช่ผู้แทนของราษฎร
๖๐
นี่จึงเป็นข้อที่น่ากังวลที่สุดของการมีสภาสูงหรือวุฒิสภา
๕๙ ฐากูร ศิริยุทธ์วัฒนา, กฎหมายรัฐธรรมนูญ: หลักการพื้นฐานแห่งกฎหมาย
รัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตย, (กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน, ๒๕๕๙), ๑๙๖-
๒๐๐.
๖๐ อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ ๑7, น. ๑๒๐-๑๒๑.
๑๔๒ ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๓

