Page 201 - ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2563
P. 201
พานแก้ว, ม.ป.ป.) หรือที่เรียกกันอย่างแพร่หลายว่า “ประชาธิปไตย ๔
วินาที” นั่นเอง
กระบวนการยกมอบอำานาจทางการเมืองที่เสร็จสิ้นลงเมื่อ
บัตรเลือกตั้งถูกหย่อนลงไปสู่ก้นหีบได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ
ความสัมพันธ์เชิงอำานาจ โดยจากเดิมที่ในช่วงก่อนการเลือกตั้งนั้น
ประชาชนผู้ถือครองอำานาจอธิปไตยนั้นมีอำานาจในการต่อรองที่เหนือ
กว่า ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งจำาเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นและความ
ต้องการของประชาชน เพื่อที่จะได้รับความพึงพอใจและได้รับคะแนน
เสียงเลือกตั้ง แต่เมื่อผ่านพ้นในช่วงของการเลือกตั้ง ผู้แทนราษฎร
ที่ประสบความสำาเร็จในสนามเลือกตั้งได้ก้าวเข้าสู่รัฐสภาด้วยเสียง
ของประชาชนที่อยู่ในกำามือ ความสัมพันธ์เชิงอำานาจได้กลับตาลปัตร
กลายเป็นผู้แทนราษฎรที่มีอำานาจทางการเมืองทางตรงอย่างเบ็ดเสร็จ
สามารถตัดสินใจทางการเมืองในกระบวนการของรัฐสภาได้อย่างอิสระ
โดยที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่มีอำานาจในการควบคุม ตรวจสอบ
หรือถ่วงดุลผู้แทนราษฎรของตนแต่อย่างใด
สภาวะดังกล่าวนี้มิใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในศตวรรษที่ ๒๑
หากแต่เป็นปัญหาที่อยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตยมาอย่างยาวนานนับ
ตั้งแต่ยุครู้แจ้งทางปัญญา ดังที่ปรากฏในงานเขียน สัญญาประชาคม
ของ ฌอง ฌากส์ รุสโซ ว่า “ประชาชนชาวอังกฤษผู้ซึ่งมองว่าตนเองนั้น
มีเสรีภาพ แต่นั่นเป็นเรื่องที่ผิดอย่างมหันต์ พวกเขามีเสรีภาพเฉพาะ
ตอนที่เลือกตั้งสมาชิกสภาเท่านั้น ทันทีที่สมาชิกสภาได้รับการเลือก
ตั้ง ประชาชนก็ได้ตกเป็นทาส หาได้เป็นอย่างอื่นไม่ ในชั่วขณะหนึ่ง
ของเสรีภาพ พวกเขาได้ทำาให้การใช้เสรีภาพนั้นสมควรแก่การเสียมัน
ไป” (Rousseau, 1968 [1762])
๒๐๐ ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๓

