Page 42 - ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2563
P. 42
ไม่เลือกว่าจะจับงานประเภทใด ล้วนแต่ยังงานประเภทนั้นให้สมบูรณ์
พูนผลเจริญทันเหตุการณ์ด้วยความเหมาะสมทุกตำาแหน่ง ทั้งนี้ก็เพราะ
อาศัยปรีชาสามารถที่ได้อบรมศึกษาเป็นส่วนสำาคัญ แม้จะมีชาติตระกูล
ตำ่าต้อยเพียงไร ก็ย่อมตั้งตนได้เพราะความสามารถฉลาดเฉลียว สมที่
จะเป็นข้าราชการสนองพระเดชพระคุณ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ได้เป็นอย่างดี สมดังพุทธภาษิตที่เชิญมาเป็นหัวข้อเทศนาว่า
“ปญฺญวา พุทฺธิสมฺปนฺโน วิธานวิธิโกวิโท
ำ
กาลญฺญู สมยญฺญู จ สราชวสติ วเสติ”
หมายความว่า ผู้มีปัญญา ถึงพร้อมด้วยความรู้ ฉลาดในวิธี
จัดการงาน รู้กาลและรู้สมัย เขาพึงอยู่ในราชการได้ ดังนี้
อันคุณธรรม คือ ปัญญานี้ ถึงจะมีจิตอัธยาศัยมาแต่ชาติ
กำาเนิดบ้าง ก็ยังไม่เพียงพอสำาหรับการใช้ในการดำาเนินชีวิต ยังอาศัย
การศึกษาในปัจจุบันประกอบอบรมเพื่อเพิ่มเติมจากครูอาจารย์อีกตาม
สามารถ ด้วยวิธีศึกษาจดจำาความรู้ของครูอาจารย์มาเป็นความรู้ของตน
ถ้าไม่พยายามอบรมประกอบการศึกษาให้ทวีอยู่เสมอแล้ว ย่อมถึง
ความเสื่อมสิ้นสูญเป็นผู้ด้อยถอยปัญญา ท่านสรรเสริญคุณปัญญาไว้
หลายประการ เช่น แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี ปัญญาเป็นดังแสง
สว่าง ปัญญาเป็นรัตนะของนรชน ความได้ปัญญาให้เกิดผลดังนี้
การที่จะอบรมปัญญาให้เกิดมีต้องอาศัยประพฤติอยู่ใน
หลักเกณฑ์การศึกษาลักษณะหนึ่ง ว่าด้วยยึดองค์คุณ คือ สุ จิ ปุ ลิ
หรือฟัง คิด ถาม จด อีกลักษณะหนึ่งว่าต้องอาศัยการหมั่นสดับตรับฟัง
จากการสอนของครูอาจารย์ หรือการอ่านตำารับตำาราเรียกว่า “ตรรกยะ”
หมั่นคิดนึกตรึกตรองใคร่ครวญเหตุการณ์ความรู้ที่ได้สดับมาเรียกว่า
“จิตตามัย” และหมั่นฝึกฝนอบรมพากเพียรพยายามฝึกฝนอบรมจน
สมเหตุสมผล เรียกว่า “พลานามัย” ทั้ง ๒ ลักษณะนี้ ก็เป็นแนวทาง
ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๓ ๔๑

