Page 43 - ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2563
P. 43

ความฉลาดอย่างเดียวกัน คือ ต้องอาศัยการสดับตรับฟังจากครูบา
            อาจารย์หรือตำารับตำาราต่าง ๆ เป็นการจดจำาความรู้ของอาจารย์มา

            เป็นความรู้ของตนเป็นเบื้องต้นก่อน เพราะความรู้ของครูอาจารย์ที่
            ได้สั่งสอนศิษยานุศิษย์ก็คือ ปรีชาสามารถของท่าน เมื่อท่านสั่งสอน
            ก็คือ ถ่ายความรู้ให้แก่เด็ก เมื่อศิษย์จดจำาคำาสอนของครูไว้ได้ละเอียด
            ถี่ถ้วนเพียงไร ก็ชื่อว่านำาความรู้ของครูมาเพิ่มเติมความรู้ของเด็กให้

            สูงเด่น เฉลียวฉลาดกว้างขวางยิ่งขึ้น จึงเรียกได้ว่า จะเกิดมีความรู้
            เฉลียวฉลาดเป็นปัญญาสามารถในการดำารงชีวิตสืบไป
                     เบื้องต้นต้องอาศัยการสดับตรับฟังภายในครอบครัวมีจาก

            มารดาบิดาเป็นต้นก่อน และท่านกล่าวว่า มารดาบิดาเป็นครูคนแรก
            ของลูกอยู่แล้ว เมื่อมีการศึกษาศิลปวิทยาการด้วยการสดับตรับฟัง
            คำาสอนของครูอาจารย์ ตลอดทั้งอ่านจากตำาราซึ่งบรรจุคำาสอนของ
            ครูอาจารย์ ต้องอาศัยความใคร่ครวญตรึกตรองตามหลักเหตุผล ดีเลว

            ควรไม่ควร  เป็นประโยชน์หรือไร้ประโยชน์อย่างไรอีกชั้นหนึ่ง  มิใช่
            เชื่อกันตามไปโดยง่าย เป็นการน้อมใจเชื่อ หลงใหลใฝ่ฝันไปตามเป็น
            โลกาธิปไตย เมื่อใคร่ครวญคิดพิจารณาเหมาะเหตุสมผล สิ่งชั่วควร

            ละเว้นก็ละเว้น ไม่ประพฤติส่วนชั่วใหม่เพิ่มเติม อบรมฝึกฝนส่วนที่เป็น
            คุณงามความดี มีคุณประโยชน์แท้จริง ทั้งแก่ตนและผู้อื่น จึงยึดดำาเนิน
            ตาม ทำานองฟังด้วยย่อมได้ปัญญา เข้าลักษณะ “จินตามยปัญญา”
            ถ้าไม่สะดวกใจด้วยยังติดใจสงสัยเคลือบแคลงบางข้อบางตอนก็อย่า

            อมภูมิหรือทำานองคมในฝักเกรงเสียศักดิ์ศรีภูมิฐาน จะเป็นการทอน
            ความเฉลียวฉลาดเนื่องมาจากการสดับและการใคร่ครวญให้ลดน้อย
            ถอยกำาลัง  อันจะหมดความเข้มแข็งเพราะไม่รอบรู้ในกิจการนั้น ๆ

            อย่างถ่องแท้ อย่างนี้ก็ต้องอาศัยการอบรมฝึกฝน บากบั่นหมั่นเพียร
            ในการไต่ถามสอบสวนจากครูอาจารย์หรือผู้รู้ทั้งหลายจนสิ้นสงสัย



            ๔๒     ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๓
   38   39   40   41   42   43   44   45   46   47   48