Page 49 - ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2563
P. 49
เมื่อพระนมประยงค์หรือพนมยงค์ได้สร้างวัดนั้นสำาเร็จแล้ว
ได้ไปนมัสการพระพุทธบาท และพระพุทธฉายแขวงเมืองสระบุรี แล้ว
ได้สถาปนาพระเจดีย์องค์หนึ่งเป็นพุทธบูชาบนยอดเขาหนึ่ง ซึ่งอยู่ทิศใต้
ของเขาพระฉายประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ราษฎรจึงเรียกเขานั้นว่า
เขา “พนมยงค์” (กาลล่วงเลยมาช้านานจึงมีบางคนเขียนชื่อเขานั้นว่า
“พนมยงค์”)
พระนมประยงค์หรือพนมยงค์ตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ บริเวณ
ฝั่งใต้ของคลองเมือง ตรงข้ามวัดพนมยงค์ ผู้สืบสายจากท่านก็ตั้ง
บ้านเรือนอยู่ในที่นั้นและในบริเวณใกล้เคียงวัดนั้น เมื่อกาลล่วงเลย
มานาน ผู้สืบสายจากท่านไม่อาจลำาดับวงศ์ญาติถอยหลังขึ้นไปหลาย
ชั่วคนได้ แต่มีสิ่งผูกพันอยู่อย่างหนึ่ง คือ ผู้สืบสายเหล่านั้นนับถือว่า
วัดพนมยงค์เป็นวัดของปู่ย่าตายายหรือของบรรพบุรุษ แม้ผู้ที่อพยพไป
ตั้งภูมิลำาเนาห่างไกลก็ได้ทำาบุญ ณ วัดนั้นตามโอกาส
โดยเฉพาะที่ดินซึ่งเรือนของพระนมประยงค์ปลูกอยู่นั้น เป็น
มฤดกตกทอดมาหลายชั่วคนถึงนายเกริ่น ซึ่งเกิด ณ ที่นั้นในระหว่างที่
กองทัพแห่งกษัตริย์พม่ารุกรานกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐
บิดาของนายเกริ่น เป็นบุตรของนายกองคนหนึ่งแห่งกองทัพ
ไทยที่ทำาการต่อต้านกองทัพพม่า ณ ตำาบลสีสุก และได้สิ้นชีวิตในการ
ต่อสู้ข้าศึก ณ ตำาบลนั้น เมื่อมารดานายเกริ่นรู้ข่าวการตายของสามี
และการรุกของข้าศึกเข้ามาใกล้กรุงฯ ยิ่งขึ้นแล้ว ก็ได้พานายเกริ่นพร้อม
ด้วยญาติบางคนลงเรือ รีบแจวและพายออกไปทางแม่นำ้าป่าสักถึงบ้าน
ญาติ ณ ตำาบลท่าหลวง แขวงเมืองสระบุรี ซึ่งคิดคะเนว่า ห่างไกลจาก
กรุงฯ อันเป็นเป้าหมายของข้าศึก และได้อาศัยอยู่กับญาติที่นั้น จน
กระทั่งพระเจ้าตากสินได้นำาราษฎรขับไล่กองทหารพม่าออกไปจาก
กรุงศรีอยุธยาแล้ว มารดานายเกริ่นจึงได้พานายเกริ่นกลับมาบ้านหน้า
๔๘ ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๓

