Page 50 - ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2563
P. 50
วัดพนมยงค์ ซึ่งถูกข้าศึกทำาลายเช่นเดียวกับบ้านของชาวกรุงฯ และวัด
ต่าง ๆ ในกรุงนั้น
มารดานายเกริ่นได้ปลูกเรือนไม้ไผ่เพื่ออาศัยเป็นการชั่วคราว
ขึ้น ณ ที่ดินนั้น แล้วได้ทำาขนมชนิดต่าง ๆ จำาหน่าย ขนมนั้นมีรสโอชะ
ซึ่งเป็นที่รู้จักของชาวกรุงฯ ว่า ขนมบ้านหน้าวัดพนมยงค์ ฝีมือในการ
ทำาขนมของมารดานายเกริ่นนั้นได้ถ่ายทอดให้แก่ผู้สืบสายซึ่งประกอบ
อาชีพนั้นต่อมาอีกหลายชั่วคน
เนื่องจากครอบครัวของพวกที่อยู่ในบริเวณวัดพนมยงค์มา
แต่ก่อนซึ่งหลบภัยจากกองทัพพม่า แล้วได้อพยพกลับมาบ้านเดิม
ภายหลังที่กองทัพพม่าถูกขับไล่ไปแล้วนั้น จึงเป็นเหตุให้บริเวณ
ใกล้เคียงวัดนั้นกลับฟื้นเป็นย่านตลาดขึ้นอีก มารดานายเกริ่นได้ขยาย
การค้าดังกล่าวแล้วยิ่งขึ้น จึงสามารถสร้างเรือนฝากระดานขึ้น
ณ ที่เดิมนั้น และได้เป็นหัวแรงในการออกเงินกับชักชวนญาติมิตรกับ
ผู้มีจิตศรัทธา สถาปนาโบสถ์วัดพนมยงค์ที่ถูกทำาลายขึ้นใหม่ บน
รากฐานของโบสถ์เก่า และสถาปนาศาลาการเปรียญกับกุฏิสงฆ์ขึ้น
แล้วนิมนต์พระภิกษุจากวัดอื่นมาอยู่ที่วัดพนมยงค์
เมื่อนายเกริ่นมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ก็ได้อุปสมบท
จำาพรรษาอยู่ที่วัดนั้นเป็นเวลากว่า ๑๐ พรรษา แล้วได้เป็นสมภารแห่ง
วัดนั้น แล้วลาสิกขาบทเป็นฆราวาส
นายเกริ่นลาสิกขาบทแล้วแต่งงานกับ แก้ว บุตรีของหัวหน้า
คณะปี่พาทย์ตำาบลสวนพริก มีบุตรี ๔ คน คือ ปิ่น บุญมา ทรัพย์ อ้น
ปิ่น แต่งงานกับ ก๊ก แซตั๊ง มีบุตรชาย ๒ คน คือ เกิด และ
ตั้ว ทายาทสืบต่อมาได้แยกย้ายภูมิลำาเนาจากบ้านเดิม จึงมีนามสกุล
ต่าง ๆ กันตามที่ทางการตั้งให้ แต่มีทายาทสาขาหนึ่งที่มีนามสกุลว่า
“พนมยงค์”
ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๓ ๔๙

