Page 107 - ฉบับ "ปรีดี บรรณานุสรณ์ 2562"
P. 107
รัฐประหารครั้งหลังๆ นั้น ไม่มีผลทางกฎหมายเลยสักครั้งเดียว เพราะ
ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับแรกแล้ว การลงพระปรมาภิไธยทุกครั้งจะต้องมี
ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการทุกครั้ง เพราะตีความตามความ
เป็นจริง พระบรมราชโองการนั้นคือคำาสั่งในทางการเมืองของรัฐบาลหรือ
ผู้มีอำานาจในขณะนั้น ดังนั้น เมื่อรัฐประหารขึ้นมาจนสำาเร็จแล้ว แล้วก็มา
ให้พระราชทานอภัยโทษ ตัวผู้ได้รับพระราชทานก็เป็นผู้รับสนองพระบรม-
ราชโองการ ก็คืออภัยโทษตัวเอง มันจะมีประโยชน์ที่ไหน ผมว่ามีอยู่ครั้ง
เดียวที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ทำานั่นแหละมีผลทางกฎหมาย ครั้งต่อๆ
ไปเป็นของหลอกเด็กทั้งนั้น
ก็ยังดีครับ ในแง่ที่ว่าคนที่ทำาก็กลัวกฎหมาย จึงจะต้องไปหาผ้า-
ยันต์คือพระราชทานอภัยโทษในรูปของกฎหมาย เพื่อป้องกันตัว ทั้งๆ ที่
ผ้ายันต์นั้นไม่มีความหมายในทางกฎหมายเอาเลย ที่ผมเล่าขึ้นมาเป็น
เกร็ดให้ฟัง เพื่อแสดงว่าการกระทำาของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ในเรื่อง
ของพระราชทานอภัยโทษนั้นเป็นการแสดงออกซึ่งวัฒนธรรมไทย ตัวอย่าง
ที่พยายามจะลดความขัดแย้งจากร้ายกลายเป็นดี ซึ่งในกฎหมายไทยก็มี
ตัวอย่างเช่น ลูกสาวตามผู้ชายไปสักพักหนึ่ง ก็พาลูกสาวมาขอขมา โทษ
ก็หายไป สิ่งที่ผิดกลายเป็นสิ่งที่ถูกได้นี่ก็เป็นธรรมเนียมไทยอีก มันก็ทำาให้
อยู่ด้วยกันได้ ไม่งั้นมันก็อยู่ไม่ได้ มองหน้ากันไม่ได้
ดังนั้น ผมบอกกับเขา ยืนยันว่าที่ประเทศไทยยังสวัสดีมาไม่เหมือน
เพื่อนบ้านนั้น คือความไม่หักหาญกันเกินไป เมื่อล่วงเกินกันก็ขอโทษกัน
แล้วก็ค่อยๆ หายไป ทำาให้เมืองไทยแม้จะมีการขัดแย้งกันอยู่บ้าง ก็ยังไม่
ร้ายแรงเท่ากับประเทศอื่น อันนี้ผมคิดว่าท่านผู้ประศาสน์การของเราควร
จะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ริเริ่มการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในทางการ-
เมืองของไทย แต่ท่านก็ทำาแบบไทยที่สมัยนั้นเอกลักษณ์ไทยในเรื่องนี้ยัง
ไม่มี ท่านก็ได้สร้างเอกลักษณ์ในทางการเมืองของไทยให้เกิดว่ามีการ
ท่านผู้ประศาสน์การของเรา 105

