Page 181 - ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2563
P. 181
แพร่หลายมากขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เช่น ผู้เอาประกันชีวิต
๑ แสนแฟรงค์เป็นเวลา ๒๐ ปี ก็จ่ายเบี้ยประกันประมาณปีละ ๕ พัน
แฟรงค์เท่านั้น ถ้าผู้เอาประกันตายก่อน ๒๐ ปี ทายาทก็ได้เงิน ๑ แสน
แฟรงค์ แต่ถ้าผู้เอาประกันมีชีวิตอยู่ถึง ๒๐ ปีก็ได้เงิน ๑ แสนแฟรงค์
แล้ว ยังมีโบนัสแถมให้อีกประมาณ ๓ หมื่นแฟรงค์ เป็นต้น พวกฝรั่งได้
นิยมการออมทรัพย์โดยวิธีประกันชีวิตนี้มาก ฉะนั้น ในปีหนึ่ง ๆ การ
เอาประกันชีวิตก็ถึงกำาหนดมาก และเมื่อผู้เอาประกันชีวิตได้เงินประกัน
ครบถ้วน พร้อมทั้งโบนัสแล้ว ก็เอาไปซื้อหลักทรัพย์ เช่น ใครไม่มีที่อยู่
ก็เอาไปซื้อแฟลต
๖
ให้ถามแม่ดูก็รู้ว่า เมื่อครั้งลิตา เกิดนั้น พ่อเอา
ประกันชีวิต ๑ หมื่นบาทเป็นเวลา ๒๐ ปี และเมื่อปาลเกิดพ่อก็เอา
ประกันชีวิตจำานวนเท่ากันกับที่ลิตาเกิด แต่เนื่องจากเกิดสงคราม ราคา
เงินตกตำ่าและพ่อต้องระเหเร่ร่อน จึงไม่ได้ประโยชน์จากการประกัน
ชีวิตที่ทำาไว้ ถ้าสมมติว่า ไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วและราคาเงินยัง
ดีอยู่ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ พ่อก็จะได้รับเงินรวมทั้งโบนัสประมาณ
๑ หมื่น ๓ พันบาท ซึ่งตามราคาเงินเก่าแล้ว สร้างบ้านที่เป็นตึกได้
๑ หลัง และในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ก็จะได้เงินจำานวนเท่ากันนั้นซึ่งอาจใช้
เป็นทุนการศึกษาของลูก ๆ ได้อีก ส่วนเบี้ยประกันนั้นก็จ่ายเพียงปีหนึ่ง
ฉบับละประมาณ ๕๐๐ บาทเท่านั้น วิธีประหยัดโดยเอาประกันชีวิต
พวกเศรษฐกิจศักดินาไม่รู้จัก ยกเว้นพวกเจ้าและขุนนางชั้นสูงสมัยเก่า
บางคนที่รู้เรื่องก็เอาประกันชีวิตกับบริษัทฝรั่งไว้ ต่อมาในสมัย ร.๖ และ
ร.7 จึงมีบริษัทเอาประกันชีวิตสิงคโปร์มาตั้งสาขา ซึ่งพ่อเอาประกัน
ชีวิตไว้ดังกล่าวแล้ว และมีการโฆษณาเผยแพร่ไปยังข้าราชการใน
๖ ลลิตา พนมยงค์ ธิดาคนแรกของปรีดี-พูนศุข.
๑๘๐ ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๓

