Page 189 - ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2563
P. 189
แผ้สถางลงประมาณ 7๕,7๐๐ ไร่ ผลิตฝิ่นได้ 7๕,7๐๐ กิโลกรัมต่อปี
และคิดเป็นเงินรายได้มูลค้าถึง ๘๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งนับว่าเป็นรายได้
ที่งดงามที่สุดยิ่งกว่าการปลูกพืชชนิดอื่น ๆ และขายง่ายที่สุดด้วย เพราะ
มีพ่อค้าขึ้นไปติดต่อกว้านซื้อถึงบนภูเขา โดยไม่ต้องขนลงมาข้างล่าง
ให้เหนื่อยยาก และชาวเขาก็ได้อาศัยเงินรายได้จากกการผลิตฝิ่นนี้เป็น
ปัจจัยหลักในการครองชีพใช้ซื้อหาสิ่งที่จำาเป็นและใช้เป็นเงินทุนในการ
ประกอบกสิกรรม ซื้อสัตว์เลี้ยง และการซื้อขายสิ่งอื่น ๆ ดังนั้น เมื่อ
รัฐบาลประกาศห้ามการปลูกฝิ่นและขายฝิ่นอันเป็นอาชีพหลักของ
พวกเขาเสียแล้ว และไม่สามารถหาอาชีพอื่น ๆ ที่ทำารายได้ดีเท่า ๆ กัน
มาทดแทนได้ พวกเขาก็จำาต้องลักลอบปลูกฝิ่นอีก และหันไปพึ่งพา
ค้าขายฝิ่นกับชาวเขานอกประเทศ และเป็นการเปิดโอกาสให้ฝ่าย
ตรงข้ามหยิบยกมาเป็นข้อโจมตีอย่างหนักว่า รัฐบาลไทยไม่เหลียวแล
ความทุกข์สุขของชาวเขา ลิดรอนอาชีพโดยการห้ามตัดไม้ทำาลายป่า
และปลูกฝิ่น เป็นต้น...พวกเขาจึงบังเกิดความขัดเคืองขุ่นแค้น และ
ถือว่าตนเองถูกบุกรุกบีบบังคับทุกวิถีทาง จนแทบไม่อาจจะทนทาน
ต่อไปได้ ชาวเขายังได้รับความกระทบกระเทือนใจยิ่งขึ้นจากการถูกโกง
และหักหลังในการติดต่อค้าขายฝิ่นกับพ่อค้าบางคน ถูกเก็บภาษีเถื่อน
จากบุคคลบางพวกที่อ้างตนเองว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล...”
เรื่องเกี่ยวกับชาวแม้วปลูกฝิ่นนี้ในดินแดนลาวนั้น ให้อ่าน
นิตยสาร เศรษฐกิจตะวันออกไกล เล่มที่ ๔7 ฉบับ พ.ย. วันที่ ๑7-๒๓
ก็จะรู้ได้ว่า รัฐบาลลาวได้ช่วยเหลือการปลูกฝิ่นของพวกแม้วในเขตลาว
โดยให้มีการปลูกฝิ่นกันอย่างเสรีและขายกันอย่างเสรีที่ตลาดเมือง
ลองเขียนและที่อื่น ๆ ซึ่งเราก็เคยได้ยินมาแต่ก่อนนานมาแล้ว ซึ่ง
พวกค้าฝิ่นเถื่อนฝรั่งเศลถึงกับมีเรือบินส่วนตัวขนฝิ่นจากดินแดนลาว
เอามาทิ้งในอ่าวไทยติดต่อกับกัมพูชา ซึ่งมีเรือหนีภาษีมาคอยรับเอาไป
๑๘๘ ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๓

