Page 191 - ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2563
P. 191
ส่วนซังข้าวที่ติดอยู่ในท้องนาภายหลังเก็บเกี่ยวนั้น ความ
จริงถ้าชาวนาเกี่ยวฟางเอามาใช้เป็นประโยชน์ก็จะได้ดีกว่าการเผาให้
๙
เสียไป เมื่อครั้งเราอยู่ที่บางปะอิน นั้น บางวันพ่อนั่งรถยนต์ เวลา
เย็น ๆ จาก ก.ท. มาบางปะอิน ซึ่งอาจมีลูกบางคนนั่งรถมาด้วย ขอให้
ระลึกตามที่ลูกเคยเห็นถึงการที่ชาวนาจุดซังข้าวในท้องนาว่า ไฟของ
ซังข้าวที่จุดหย่อมหนึ่งไม่สามารถที่จะลุกลามไปทั่วทั้งแปลงได้ คือ เรา
จะเห็นว่า บางครั้งชาวนาต้องจุดหย่อมนี้แล้วก็ไปจุดหย่อมโน้นหลาย ๆ
หย่อม เพราะบางหย่อมก็ไหม้เฉพาะหย่อมนั้นไม่ทั่วไปหมด ธรรมชาติ
ของทุ่งนาเป็นอย่างไร ก็ขอให้หลับตาดูตามความจริงของพื้นที่
ส่วนผู้เอาประกันไฟที่ทำาไฟไหม้นั้น ก็ใช้ไม้ขีดเพียงก้านเดียว
จุดห้องของตนขึ้นแล้ว ไฟไหม้ลุกลามไปยังบ้านเรือนที่ใกล้เคียง ถ้าเป็น
ย่านตลาดแล้ว บางทีไม้ขีดก้านเดียวก็ไหม้ห้องแถวทั้งตลาดได้ ฉะนั้น
ต้องรู้ลักษณะตามธรรมชาติของผลิตผลพลอยได้และของบริษัทประกัน
ภัย (ดูเหมือนเราจะมีหุ้นอยู่สักหนึ่งหรือสองทุนหรือไม่มีเลยในบริษัท
คุ้มภัยที่ตั้งขึ้นเมื่อต้นสงครามโลกครั้งที่ ๒)
๔. เรื่องการแรกนานั้น เดิมชาวนาไม่สนใจเรื่องดินฟ้าอากาศ
ตามหลักวิทยาศาสตร์ คือ หลายรายยังไม่ยอมลงมือไถก่อนวันพิธี
แรกนา ภายหลัง พ.ศ. ๒๔7๕ ได้เลิกพิธีแรกนาเพื่อให้ชาวนาลงมือ
ไถนาตามฤดูกาลอุตุนิยม แต่สฤษดิ์ได้ฟื้นวิธีแรกนามาอีก ฉะนั้น ผู้ใด
ที่สนใจช่วยชาวนาก็ต้องช่วยชาวนาไปอธิบายถึงว่า ฝนที่จะตกใน
ประเทศไทยนั้นเป็นมรสุมมาจากทิศใดในราวเดือนอะไร จึงขอคัด
ใจความจากหนังสือว่าด้วยเมืองไทยที่น้าได้ส่งมาให้ดังต่อไปนี้
๙ คือ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒.
๑๙๐ ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๓

