Page 190 - ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2563
P. 190
จำาหน่ายต่อ เรือบินขนฝิ่นเถื่อนนั้นใช้วิธีแอบลอบเดินตามพรมแดน
ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งต่างฝ่ายต่างหาว่า เป็นเรือบินของอีกฝ่าย
หนึ่งลุกลำ้าเขตแดน แต่เมื่อประมาณ ๒ ปีมานี้ กองบินที่อุบลได้บังคับ
ให้เรือบินขนฝิ่นเถื่อนลำาหนึ่งต้องลงยังสนามบินอุบล ความจึงปรากฏ
ว่า เป็นเรือบินขนฝิ่นเถื่อน
๓. การอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมนั้น ผลพลอยได้ถือว่า
เป็นกำาไรอย่างหนึ่ง จึงให้ลูกซื้อหนังสืออย่างง่าย ๆ มาศึกษาว่า เกษตร-
กรรมและกสิกรรมชนิดไหนใช้วัตถุที่จะเสียไปให้เป็นผลิตผลพลอยได้
อีก โดยเฉพาะการทำานาข้าวนั้น ฟางเป็นผลิตผลพลอยได้อย่างหนึ่ง
ฉะนั้น ในบางประเทศก็ได้ใช้ฟางทำากระดาษมาแต่โบราณ สำาหรับใน
เมืองไทยนั้นชาวนาภาคกลางอาจขายฟางที่โรงทำากระดาษบางปะอิน
ได้บ้าง แต่การขนส่งจากนามาโรงงานนั้นไกล จึงยังคงไม่ได้ใช้ฟางเป็น
ประโยชน์อย่างอื่น นอกจากให้ควายกินหรือใช้สุมไฟเพื่อไล่เหลือบยุง
ให้แก่ควาย เหมือนที่เคยเป็นมาก่อน ๆ ผู้ใดประสงค์ช่วยชาวนาต้องรู้
ลักษณะธรรมชาติของฟาง
พ่อเคยห้าแต้มครั้งหนึ่ง คือ เมื่ออายุประมาณ ๑๖ ปีได้
ไปอยู่กับคุณปู่ที่นา คืนแรกพ่อเห็นแสงเพลิงที่โรงนาที่อยู่ไกลออกไป
ประมาณ ๓ ก.ม. โดยความไม่รู้เรื่องฟาง พ่อจึงบอกคุณปู่ว่า ไฟไหม้
โรงนาที่อยู่ห่างไกลนั้น คุณปู่จึงบอกว่า ชาวนาจุดฟาง แล้วประเดี๋ยว
ฟางก็จะมอด ไม่ใช่ไฟไหม้โรงนา พ่อก็คอยดูก็สังเกตว่า เป็นจริง เพราะ
สักประเดี๋ยวเดียวกองเพลิงที่เห็นลุกโชติช่วงนั้นก็ค่อย ๆ มอดลง ดังที่
คุณปู่บอกว่า ชาวบ้านเขาว่า ไฟไหม้ฟางประเดี๋ยวเดียวก็ดับ แต่ใน
ฝรั่งเศสลูกอาจไม่ได้เห็นชาวนาจุดไฟเผาฟาง จึงไม่มีรูปธรรมที่ให้เห็น
ตามธรรมชาติของฟางได้
ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๓ ๑๘๙

