Page 208 - ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2563
P. 208
การคืนอำานาจการตัดสินใจทางการเมืองโดยตรงให้กับ
ประชาชนนั้นคล้ายกับการลงประชามติ โดยประชาชนสามารถเลือกที่
จะลงคะแนนเสียงเพื่อตัดสินใจทางการเมืองในประเด็นต่าง ๆ ได้ด้วย
ตนเอง เช่น การลงมติผ่านร่างกฎหมาย เป็นต้น แต่ถ้าหากประชาชน
เห็นว่าตนเองไม่มีความรู้ความสามารถในประเด็นที่มากพอที่จะวินิจฉัย
ได้ ก็สามารถให้ผู้แทนราษฎรที่ตนเลือกเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจแทน
ตนได้ดังเดิม การคืนอำานาจทางการเมืองโดยตรงให้กับประชาชนในรูป
แบบดังกล่าวได้ถูกนำาเสนอและได้รับการกล่าวถึงอย่างแพร่หลาย เรียก
ว่า “ประชาธิปไตยแบบลื่นไหล” โดยคำาว่าลื่นไหลในประชาธิปไตยแบบ
นี้มาจากการที่ประชาชนทุกคนสามารถมอบอำานาจหรือถอนอำานาจ
การลงคะแนนเสียงแทนได้ทุกเรื่องทุกเวลา และมีสิทธิโหวตล้มการ
ตัดสินใจของผู้แทนได้ทุกเมื่อถ้าพบว่าตัวเองไม่เห็นด้วย (สฤณี อาชวา
นันทกุล, ๒๕๕7)
และสุดท้าย คือ การแข่งขันทางการเมืองระหว่างพรรค
การเมืองด้วยกันเอง การแข่งขันดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนมาก
ที่สุด เพราะเป็นการแย่งชิงการใช้อำานาจรัฐผ่านสถาบันการเมืองที่
เป็นทางการอย่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ โดยผลการตัดสินใจ
ทางการเมืองในช่องทางดังกล่าวสามารถส่งผลกระทบต่อสังคมและ
ประชาชนได้อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการร่างกฎหมาย การประกาศ
ใช้นโยบายสาธารณะ การบริหารงานและแนวทางของรัฐบาล ฯลฯ
แน่นอนว่า อำานาจรัฐที่มหาศาลย่อมเป็นที่ต้องการของพรรคการเมือง
ทุกพรรค แต่อย่างไรก็ตาม การแข่งขันทางการเมืองที่มีผู้ชนะซึ่งเป็น
พรรคฝ่ายรัฐบาล และผู้แพ้ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน มิได้หมายความว่า
ผู้ชนะจะสามารถใช้อำานาจดังกล่าวในการกวาดล้างหรือกำาจัดผู้แพ้
ทิ้งไปได้ โดยรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศจำาเป็น
ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๓ ๒๐7

