Page 68 - 78 ปี วันสันติภาพไทย "เมืองไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง"
P. 68
หน่�ง และ ท่าน สำาหรับบุรุษิที�สอง เพียงสองคำาเท่านั�น ห้ามใช้คำาอื�น เพราะ
แสดงถ่งความต่ำาต้อยทางวัฒนธรรม และเพื�อเป็นการแสดงประชาธิปไตย
ทางการเปิดโอกาสให้ราษิฎรลงประชามติว่าจะใช้คำาว่า ฉัน หรือ ข้าพเจ้า
สำาหรับบุรุษิที�หน่�งผ่านทางหนังสือพิมพ์ ผลปรากฏว่าคำาว่า ฉัน ได้รับความ
นิยมสูงสุด 48
คำารับและคำาปฏิเสธ คณะกรรมการส่งเสริมวัฒนธรรมภาษิาไทย
ประชุมกันเมื�อวันที� 30 พฤษิภาคม 2485 วางระเบียบว่า
คำารับ ใช้คำา จ้ะ
คำาปฏิเสธ ใช้คำา ไม่
ต่อมาเมื�อวันที� 26 สิงหาคม 2485 เปลี�ยนกฎเกณฑู์ใหม่เป็น
ชาย ใช้คำา ครับ
หญิง ใช้คำา ค่ะ
ปฏิเสธ ใช้คำา เปล่า
และคำาขวัญที�คร่กโครมมาก คือ “จงพร้อมใจกันใช้คำา ฉัน - ท่าน -
จ้ะ - ไม่ – ขอบใจ และขอโทส”
ชื�อบุคคลก็เช่นกัน รัฐบาลท่านผู้นำาเห็นว่าชื�อคนไทยยังลักลั�นกันอยู่
บางครั�งชื�อ ๆ เดียวมีความหมายเป็นได้ทั�งสองเพศ โดยไม่ทราบว่าเป็นชื�อ
ผู้หญิงหรือผู้ชาย บางครั�งชื�อมีความหมายไม่เป็นมงคล และบางครั�งเป็นชื�อ
ภาษิาต่างด้าว รัฐบาลจ่งวางกฎเกณฑู์ “เรื�องหลักการตั�งชื�อบุคคล” ให้เป็น
ไปตามแนววัฒนธรรมสากลของประเทศอารยะ ดังนี�
48
นายเปลื�อง ณ นคร เขียนเล่าไว้ว่า เมื�อจอมพล ป. พิบูลสงคราม จะให้บัญญัติใช้คำาว่า
ฉัน-ท่าน แทนชื�อทั�วไป และให้เลิกใช้คำาแทนชื�ออย่างอื�นนั�น ฯพณฯ ถามที�ประชุมคณะ
กรรมการภาษิาไทยว่า คำาว่า ฉัน มีที�มาอย่างไร ก็ไม่มีผู้ใดอธิบายได้ หลวงบุณยมานพ
พาณิชย์ เจ้าของนามปากกาว่า “แสงทอง” นักเขียนมีชื�อเสียง เป็นกรรมการอยู่ด้วยผู้หน่�ง
ได้อธิบายอ้อม ๆ แอ้ม ๆ ว่า ได้พบในหนังสือฝรั�งเล่มหน่�ง แต่จำาชื�อไม่ได้เสียแล้ว อธิบาย
คำาว่า ฉัน นี�ย่อมาจาก เดฉาน หรือดิฉัน ส่วนเดฉานนั�น ย่อมาจากเดรัจฉานอีกทอดหน่�ง
ที�ประชุมจะหัวเราะก็หัวเราะไม่ออก โปรดดู เปลื�อง ณ นคร, “ความผันผวนของภาษิา
ไทย,” วิทยาสาร, 26, 32 (22 กันยายน 2518), หน้า 29.
บทที่ 2 : การสร้างชาติของจอมพล ป. พิบูลสงคราม 67

