Page 141 - ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2563
P. 141
องค์การเลือกตั้ง เพื่อให้มีพฤฒสภาขึ้นภายใน ๑๕ วัน นับแต่วัน
๕๔
ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ใช้เพียง ๓ ปี
พฤฒสมาชิกก็ต้องออกไปครึ่งหนึ่ง โดยผู้ที่จะเป็นแทนในตำาแหน่งว่าง
ก็เป็นผู้ที่ราษฎรเลือกตั้งขึ้นมา และต่อมาอีกเพียง ๓ ปี พฤฒสมาชิก
๕๕
ก็เป็นผู้ที่ราษฎรเลือกตั้งขึ้นมาครบถ้วนบริบูรณ์ ดังนั้น ปรีดีจึงเห็นว่า
สมาชิกพฤฒสภาและสมาชิกสภาผู้แทนจึงเป็นผู้แทนของปวงชนอย่าง
สมบูรณ์ รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๘๙ จึงเป็นรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย
ตามลักษณะแห่งความเป็น “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” คือ เป็น “ระบอบ
การปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่”
นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำาหนดจำานวนสมาชิก
พฤฒสภาให้มีเพียง ๘๐ คน ซึ่งเป็นจำานวนที่ตำ่ากว่ากึ่งหนึ่งของจำานวน
สมาชิกสภาผู้แทน ๑7๘ คน ที่ได้รับเลือกตั้งตามหลักเกณฑ์แห่งมาตรา
๙๑ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๒ อันเป็นผลพวงของการ
๕๖
รัฐประหาร ซึ่งเป็นแม่บทของรัฐธรรมนูญฉบับที่มีผู้โฆษณาชวนเชื่อ
๕๔ มาตรา ๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙.
๕๕ มาตรา ๒๔ และมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
๒๔๘๙.
๕๖ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ มี “คณะรัฐประหาร” ใช้ชื่อว่า “คณะทหารแห่งชาติ”
นำาโดยพลโท ผิน ชุณหะวัณ นำากำาลังทหารยึดอำานาจการปกครองจากรัฐบาล พลเรือ
ตรี ถวัลย์ ธำารงนาวาสวัสดิ์ ล้มล้างรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก แล้วสถาปนารัฐธรรมนูญ
ชั่วคราวที่มีสมญานามว่า “รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม” ซึ่งปรีดีเห็นว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่
ตกเป็น “โมฆะ” และเป็นแม่แบบของรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะเป็น“อำามาตยาธิปไตย”
ซึ่งส่งผลให้รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๒ และฉบับต่อ ๆ มา อาทิ ฉบับ ๒๕๑7 ที่ถือเอา
ฉบับ ๒๔๙๒ เป็นแม่บทนั้น เป็นรัฐธรรมนูญโมฆะและเป็นรัฐธรรมนูญ “อำามาตยา-
ธิปไตย” ตามไปด้วย .
๑๔๐ ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๓

