Page 137 - ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2563
P. 137
แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๙๒ ที่ได้กำาหนดไว้ในมาตรา
๑๒๒ ว่า ให้วุฒิสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้เสร็จภายใน ๖๐ วัน
ส่วนพระราชบัญญัติการเงินให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นั้น มีผลเป็น
การถ่วงมากกว่าการยับยั้ง
นอกจากนี้ปรีดียังเห็นว่า การให้อำานาจในการยับยั้งกฎหมาย
แก่วุฒิสภาเช่นนี้มีผลเป็นการตัดพระราชอำานาจของพระมหากษัตริย์
ในการยับยั้งพระราชบัญญัติที่เคยมีมานับแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ
ฉบับแรกและฉบับ ๑๐ ธันวาคม ๒๔7๕ ที่กำาหนดให้มีสภาเดียวเลย
ทีเดียว ดังนั้น หลายราชอาณาจักรที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จึง
มีแนวโน้มไปในทางแนวทางที่มีสภาผู้แทนราษฎรสภาเดียว หรือหาก
ยังคงให้มีสภาสูงก็กำาหนดให้มีที่มาจากการเลือกตั้งของราษฎร ปรีดี
ได้บันทึกไว้ว่า ไม่เคยพบในทางตำาราหรือการปฏิบัติของประเทศใด
ในโลกที่ถือว่า วุฒิสภาซึ่งสมาชิกมาจากการแต่งตั้งนั้นเป็นระบอบ
๔๘
ประชาธิปไตย
ปรีดีเห็นว่า รัฐธรรมนูญสองฉบับแรกดังกล่าว โดยเฉพาะใน
รัฐธรรมนูญฉบับ ๑๐ ธันวาคม ๒๔7๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า
เจ้าอยู่หัวทรงโอนพระราชอำานาจมาให้ประชาชนเพื่อให้มีสภาเดียวอัน
ถือว่า เป็น “สังคมสัญญา” ระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ใน
ฐานะทรงเป็นตัวแทนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กับปวงชนชาวไทย
และได้ทรงโอนพระราชอำานาจนั้นด้วยความเต็มพระทัยมิได้ถูกบังคับ
๔๙
หรือโดยเสียมิได้ที่จำาต้องพระราชทาน แต่อย่างใด
๔๘ อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ ๓๘, น. ๑๖๔, ๑๘๘-๑๘๙.
๔๙ เพิ่งอ้าง, น. ๑๙๑. ปัญหาว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จะทรงโอนพระ
ราชอำานาจมาให้ประชาชนด้วยความเต็มพระทัยมิได้ถูกบังคับหรือไม่นั้น อาจส่งผล
๑๓๖ ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๓

