Page 139 - ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2563
P. 139
ของระบอบการปกครองของรัฐธรรมนูญฉบับ ๑๐ ธันวาคม ๒๔7๕
เนื่องจากเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ควรจะได้เลิกบทเฉพาะกาลดังกล่าวและ
ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้การ
๕๑
ปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยยังคงให้มี
สภาผู้แทนราษฎรแต่เพียงสภาเดียว มิได้มีความคิดริเริ่มให้มีพฤฒสภา
ด้วยแต่อย่างใด
ปรีดีกล่าวถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในครั้งนั้นไว้ว่า
ถ้ารัฐบาลในขณะนั้นได้ดำาเนินการตามการริเริ่มดังที่ปรีดีกล่าวมา
ประเทศไทยก็จะมีสภาผู้แทนราษฎรแต่เพียงสภาเดียว แต่เมื่อรัฐบาล
ของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งได้ตั้งกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อรวบรวม
ความเห็นและเรียบเรียงบทบัญญัติขึ้นเป็นร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสนอ
มายังปรีดีซึ่งเป็นผู้สำาเร็จราชการแทนพระองค์ ในขณะนั้นซึ่งในระหว่าง
นั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จนิวัตกรุงเทพมหานครตาม
คำากราบบังคมทูลของปรีดีและรัฐบาล ปรีดีจึงพ้นจากตำาแหน่งผู้สำาเร็จ
ราชการแทนพระองค์ และทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งปรีดีเป็นรัฐบุรุษ
อาวุโส ปรีดีจึงไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลนั้นแต่อย่างใด
โดยร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และ
๕๒
คณะกรรมการดังกล่าวได้ทำาขึ้นนั้นกำาหนดให้มีสองสภา ต่อมา
เมื่อเสนอรัฐสภาเพื่อลงมติรับหลักการให้มีสองสภาแล้ว ปรีดีจึงได้รับ
๕๑ ดู คำาปรารภของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ หาก
ปรีดีมีอายุที่ยืนยาวมาถึงปี พ.ศ. ๒๕๖๐ และได้เห็นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่สืบทอดมาจากการรัฐประหารในปี
พ.ศ. ๒๕๕7 โดยเฉพาะในส่วนที่ว่าด้วยที่มาและอำานาจหน้าที่ของวุฒิสภาแล้ว
คงคาดเดาได้ไม่ยากว่า ปรีดีจะมีความรู้สึกอย่างไร.
๕๒ อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ ๓๘, น. ๑๙7.
๑๓๘ ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๓

