Page 161 - ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2563
P. 161
ข. ถ้าจะดูสถิติปี ๒๕๐๖ ถึงอัตราส่วนร้อยของชาวนา
ทั้งที่มีที่ดินของตนเองและเป็นผู้เช่านาที่ต้องไปกู้ยืมเงินผู้อื่นแล้วก็
ปรากฏว่า (๑). เจ้าของนาเป็นหนี้ร้อยละ ๓๕.๘, (๒). ผู้เช่านาเป็นหนี้
ร้อยละ ๖๔.๒, ทั้งนี้ก็แสดงว่า ผู้ที่เป็นเจ้าของนาเองอีกจำานวนมากมาย
ส่วนข้างมากมิได้มีหนี้สินที่พรรคชาวนาจะถือเป็นข้ออ้างใช้สูตรสำาเร็จ
เรื่องลดดอกเบี้ย แต่ความกลับปรากฏเกี่ยวกับผู้เช่านาว่า มิใช้ผู้เช่า
นาทั้งหมดต้องไปกู้ยืมเงิน คือ ส่วนที่กู้ยืมมีเพียงร้อยละ ๖๔.๒ ส่วน
เจ้าของนาบางส่วนที่เป็นหนี้ร้อยละ ๔๔ นั้นก็หมายความว่า เจ้าของ
นาที่มีกรรมสิทธิ์รวมกับผู้อื่น เช่น พี่น้องเป็นเจ้าของนารวมกันในนา
แปลงเดียวกัน เจ้าของนาบางส่วนที่เป็นหนี้ร้อยละ ๔๔ ยังเหลืออีก ๕๖
มิได้เป็นหนี้และตามกฎหมายไทยนั้นผู้ที่มีกรรมสิทธิ์รวมเมื่อไม่ยอมให้
ที่ดินแปลงที่ร่วมกันไปเป็นประกันหรือจำานองผู้อื่นแล้วเจ้าของนาที่มี
กรรมสิทธิ์ร่วมบางส่วนที่เป็นลูกหนี้มือเปล่าหาได้ผูกพันที่ดินไม่
ดังนั้น เราจึงเห็นว่า คะแนนเสียงชาวนายากจนในชนบท
ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากแก่พรรคชาวนานั้นก็จะให้คะแนนเสียง
ได้เฉพาะในบางท้องที่และบางเขตเท่านั้น ผู้วิจัยจะต้องไม่เพ้อฝันเท
กระเป๋าละเมอเพ้อฝันมุ่งหวังแต่จะเอาคะแนนชาวนายากจนซึ่งตัวเลข
สถิติบ่งชัดอยู่แล้วนั้นมาสรุปง่าย ๆ ว่า เป็นวิธีหาเสียงที่จะตะลอม
พรรคอื่น ๆ ในเมืองให้ได้สำาเร็จ คือ จำาต้องพิจารณาใช้วิธีหาคะแนน
เสียงทั้งในเมืองและในย่านชุมนุมชนด้วย
๓. บางคนที่มีอุปาทานเกาะแน่นอย่างถอนไม่ขึ้นโดยมิได้
อาศัยการตั้งความคิดดังกล่าวในข้อ ๑ ก็อาจเพ้อฝันว่า แม้ในทุกวันนี้
ตัวเลขชาวนาที่เช่านาและชาวนาที่กู้ยืมจะมีอัตราเป็นส่วนข้างน้อยอยู่
ก็ดี แต่ต่อไปก็จะต้องมีจำานวนเพิ่มมากขึ้น ความหวังเช่นนี้อาจเป็นได้
ถ้าตั้งทรรศนะที่สืบมาจากระบบเศรษฐกิจศักดินาและพิจารณาอย่าง
๑๖๐ ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๓

