Page 216 - ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2563
P. 216

เกิดเสรีภาพมากกว่าเสรีภาพที่ไม่มีข้อจำากัด” ขอบเขตเขตของเสรีภาพ
                จึงเป็นเสมือนเครื่องนำาทางให้บุคคลในสังคมใช้สิทธิของตนได้อย่าง

                ถูกต้องและชอบธรรม (จักษ์ พันธ์ชูเพชร, ๒๕๕7, น.๑๔๒) เช่นนั้น
                การใช้เสรีภาพใดจึงจำาเป็นต้องมีขอบเขตทางกฎหมายกำากับอยู่เสมอ
                เนื่องจากการใช้เสรีภาพอย่างหนึ่งอย่างใดโดยปราศจากขอบเขต ย่อม
                อาจก้าวล่วงไปกระทบต่อเสรีภาพอีกอย่างหนึ่งได้เสมอ อันอาจนำาไป

                สู่ความเสียหายแก่ประเทศชาติหรือประชาชน รัฐในฐานะผู้ปกครอง
                จึงย่อมมีอำานาจในการกำาหนดมาตรการทางกฎหมายเพื่อจำากัดหรือ
                ควบคุมการใช้เสรีภาพนั้นได้เช่นกัน (วนิดา แสงสารพันธ์, ๒๕๕๖,

                น. ๒๒)
                        สำาหรับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นปรากฏ
                กฎ กติกา ทั้งในระดับระหว่างประเทศและในระดับประเทศซึ่งกำาหนด
                ขึ้นทั้งเพื่อรับรองและจำากัดขอบเขตเสรีภาพไปพร้อม ๆ กัน รัฐเสรี-

                ประชาธิปไตยทั้งหลายต่างกำาหนดหลักเกณฑ์เพื่อรับรองเสรีภาพ
                ดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดเพื่อเป็น “หลักประกัน”
                แก่ประชาชนในการใช้เสรีภาพสำาหรับการพูด เขียน พิมพ์ โฆษณา หรือ

                สามารถแสดงความคิดเห็น (โดยเฉพาะทางการเมือง) ไม่ว่าจะด้วย
                วิธีการใดเพื่อให้บุคคลอื่นสามารถรับรู้และเข้าใจได้ กรณีตัวอย่างใน
                ระดับระหว่างประเทศที่เห็นได้อย่างชัดเจน อาทิ “กฎ กติการะหว่าง
                ประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่งและทางการเมือง” หรือ “International

                Covenant on Civil and Political Rights” ซึ่งเริ่มบังคับใช้ในกฎหมาย
                ระหว่างประเทศและผูกพันบรรดาประเทศที่ได้ให้สัตยาบันตั้งแต่
                พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นต้นมา โดยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิด

                เห็นนั้นปรากฏในข้อที่ ๑๙ ซึ่งประกอบด้วยข้อกำาหนดแยกย่อยลงไป
                อันได้แก่  ๑)  บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นโดยปราศจาก



                                                  ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๓ ๒๑๕
   211   212   213   214   215   216   217   218   219   220   221