Page 174 - ฉบับ "ปรีดี บรรณานุสรณ์ 2561"
P. 174
ในวันนี้ไม่ใช่ทั้ง ๒ แบบ อาจจะคล้ายกับแบบแรกอยู่บ้างแต่ไม่ใช่แบบที่
๒ แน่ๆ ไม่ได้ต้องการรื้อทำาลายหรือว่าถกเถียงกับระบบการให้เหตุผล
แบบเดิม ดูความเชื่อชุดเดิม ไม่ได้มาเถียงตรงนั้นหรือนำาเสนอแทนที่ด้วย
สัจธรรมแบบใหม่ ไม่ใช่ ฉะนั้นที่จะบอกต่อไปนี้ในการตีความแนวคิด
อาจารย์ปรีดีไม่ได้จะมาบอกว่ามันตีความดีกว่า ตรงกว่า จริงกว่า หรือ
แหลมคมกว่าแต่อย่างใด แล้ววิธีการเหล่านี้เป็นอย่างไร พูดรวมๆ มันคือ
การเข้าไปสวมทับสวมรอยความหมายวาทกรรมและการตีความที่มีอยู่
เดิม เข้าไปดัดแปลงโครงสร้างตีความใหม่หรือว่าบิดความหมายใหม่ให้
มันรับใช้เป้าหมายที่ต้องการ ประเด็นสำาคัญก็คือว่าในแง่นี้ทรัพยากรทาง
วัฒนธรรมอื่นๆ ที่ถูกจัดอยู่ในประเภทเดียวกันกับความคิด ไม่ว่าจะเป็น
ศาสนา ชาตินิยม ก็น่าจะใช้วิธีแบบนี้ทำาได้ไม่ต่างกัน อย่างไรก็ดีไม่ได้
หมายความว่าจะไปบิดเบือนเอาเองอย่างง่ายๆ เพราะว่าต้องตระหนัก
ด้วยว่าทรัพยากรต่างๆ เหล่านั้น มันมีไวยากรณ์ที่ไม่สมมาตร กล่าวคือ
บางอย่างหากอยู่ในมือของคนบางกลุ่มอาจทรงพลัง เช่น ศาสนาพุทธ
เป็นต้น อยู่ในมือของคนธรรมดามันง่อย ในทางกลับกันแนวคิดอาจารย์
ปรีดีเมื่ออยู่ในมือของภาคประชาชนก็น่าจะทรงพลังกว่า
ผมมีตัวอย่าง ๒ เรื่องเพื่อให้เข้าใจวิธีการตีความแบบนี้ได้
ดีขึ้น คือข่าวที่อยู่ในเร็วๆ นี้ สั้นๆ เรื่องแรกงานของอาจารย์เดชรัต
สุขกำาเนิด ในบทความ “เศรษฐศาสตร์ในความไม่เบียดเบียน: เมื่อ
๘
เท่าเทียมก็พอเพียง” ตีความเรื่องแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งมีแง่มุมใน
การส่งเสริมความเท่าเทียมกันด้วยพอดีที่ว่าเศรษฐกิจพอเพียงก็คือการ
ไม่เบียดเบียนผู้อื่น อาจารย์เดชรัตถึงขั้นตีความว่าแนวคิดนี้ไปกันได้กับ
แนวคิดทางเศรษฐกิจของมาร์กซิสม์ด้วยซำ้า กับอีกกรณีหนึ่งก็คือ กรณี
๘ อ่านบทความเต็มได้ที่ https://thematter.co/pulse/marxist-theory-and-
suf ciency-economy/23519.
174 ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๑

