Page 176 - ฉบับ "ปรีดี บรรณานุสรณ์ 2561"
P. 176
มาดูเรื่องแรก ประชาธิปไตยสมบูรณ์ แม้ว่าคำาคำานี้จะปรากฏ
เด่นชัดหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ แต่หากตีความให้นัยมัน
กว้างขึ้น เราจะพบว่าความคิดที่ว่าประชาธิปไตยกับเศรษฐกิจไม่ได้แยก
ออกจากกัน หลายคนคงตีความได้ประมาณนี้ ซึ่งก็ปรากฏอยู่ในงาน
ของอาจารย์ปรีดี เช่น “อนาคตของประเทศไทยควรดำาเนินไปในรูปใด”
ซึ่งเป็นงานปาฐกถาของอาจารย์ปรีดีเมื่อกรกฎาคม ๒๕๑๖ กล่าวคือ
เราจะพบว่านี้คือการไม่แยกระหว่างการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
กับการเมือง แปลว่าการปรับเปลี่ยนการผลิตควรจะสอดคล้องกับ
การปฏิรูปทางการเมืองด้วยเช่นกัน สำานึกแบบนี้น่าจะเป็นอิทธิพล
จากสำานึกแบบฝ่ายซ้ายของอาจารย์ปรีดี อย่างน้อยคณะราษฎร
จำานวนหนึ่งเห็นด้วยกับสิ่งที่อาจารย์ปรีดีทำาตอน ๒๔๗๕ อย่างไร
ก็ตามมันเป็นโชคร้ายที่เค้าโครงการเศรษฐกิจนั้นลงเอยด้วยการกลาย
เป็นจุดเริ่มต้นของขัดแย้งระลอกใหม่ อาจจะเป็นบทเรียนอันสำาเร็จ
ให้กับพวกเราว่าการประเมินสูงและการผลักดันในสิ่งที่หมิ่นเหม่
ในสภาพที่ยังไม่พร้อมนั้นเป็นอย่างไร ผมเชื่อตามงานอาจารย์สม
ศักดิ์ เจียมธีรสกุล อีกครั้งเราพบข้อเสนอของอาจารย์ปรีดีก็คือหลัง
๑๔ ตุลา “จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน
๑๔ ตุลาคม” ซึ่งจริงๆ ปรากฏการณ์หลัง ๑๔ ตุลา ก็อาจจะเป็น
อีกครั้งที่มีความพยายามปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ระหว่าง
กรรมาชีพกับนายทุน แน่นอนว่าล้มเหลวอีกครั้งอย่างที่เราทราบกันดี
บทเรียนที่เราได้จากความพยายามในหลักการแบบนี้ก็คือว่า
อย่างน้อย ๒ รอบของการพยายามปรับเปลี่ยนทางการเมืองไปพร้อมกับ
ข้อเสนอทางเศรษฐกิจ บทเรียนนี้แสดงให้เห็นว่าไม่ง่ายที่เปลี่ยนแปลง
ภายใต้ข้อจำากัดทางโครงสร้างที่ชนชั้นนำาบางกลุ่มเข้มแข็ง ยืนยง ยาวนาน
พวกเขาเหล่านั้นครอบครองทรัพยากรทางอำานาจทั้งทางกำาลังและทาง
176 ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๑

