Page 126 - ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2563
P. 126
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องออกจากตำาแหน่งเมื่อขาดคุณสมบัติ
ตามมาตรา ๑๑ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเมื่อตาย หรือเมื่อสภาได้
วินิจฉัยให้ออกในเมื่อสภาเห็นว่า เป็นผู้ทำาความเสื่อมเสียให้แก่สภา
ส่วนการฟ้องร้องสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรเป็นคดีอาญายังศาลนั้น
๒๙
จะต้องได้รับอนุญาตจากสภาก่อนศาลจึงจะรับฟ้องได้
สำาหรับกรณีนี้เทียบเคียงได้กับรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส ปี
ค.ศ. ๑๘7๕ ลงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม อีกเช่นกัน โดยมาตรา ๑๔ บัญญัติ
ว่า ในระหว่างสมัยประชุมจะเป็นสมัยสามัญหรือวิสามัญก็ดี ผู้ใดจะ
ฟ้องร้องจับกุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในคดีอาชญาแล้ว ต้องได้รับ
อนุญาตจากสภาผู้แทนราษฎร ๓๐
เห็นได้ว่า ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ปรีดีกำาหนด
ให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรที่มีอำานาจสูงสุดเพื่อเป็นกลไกในการ
เปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่การเป็นประชาธิปไตย ทั้งนี้ เนื่องจากปรีดี
ต้องการใช้กลไกทางรัฐสภาในการดำาเนินการใด ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมาย
ทางอุดมการณ์ของตนเองและของคณะราษฎร ดังเช่นที่ปรีดีได้เขียนไว้
ในเค้าโครงการเศรษฐกิจ โดยปรีดีมักกล่าวอยู่เสมอว่า ต้องการใช้กลไก
ทางรัฐธรรมนูญ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ กลไกทางรัฐสภาในการ
ดำาเนินการใด ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น
ปรีดีเป็นผู้ที่ไม่นิยมใช้ความรุนแรงเพื่อการเปลี่ยนแปลงใด ๆ
วิธีการโดยสันติถือเป็นวิธีการที่ปรีดีต้องการให้นำาใช้มาเป็นอันดับแรก
ดังที่ปรีดีได้แสดงทัศนะโต้ตอบถึงวิธีการอภิวัฒน์โดยใช้ความรุนแรง
๒๙ มาตรา ๑7 ของพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว
พุทธศักราช ๒๔7๕.
๓๐ อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ ๑๗, น. ๙๔.
ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๓ ๑๒๕

