Page 121 - ปรีดีบรรณานุสรณ์ 2563
P. 121

มีข้อสังเกตเพิ่มเติมสำาหรับบทบัญญัติมาตรา ๖ ของปฐม
            รัฐธรรมนูญนี้ว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติรายละเอียด

            ไว้ว่า เมื่อมีการฟ้องกษัตริย์ที่สภาผู้แทนราษฎรแล้ว โทษคืออะไร และ
            จะลงโทษอย่างไร โทษนั้น คือ โทษจำาคุกหรือการเอาออกจากตำาแหน่ง
            (Impeachment)  เพราะการฟ้องร้องในลักษณะดังกล่าวมักใช้กับ
            ประเทศที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุขมากกว่า ในขณะที่ประเทศซึ่ง

            มีกษัตริย์เป็นประมุขนั้นใช้หลัก The King can do no wrong ซึ่ง
            กษัตริย์ไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ดังที่ทราบว่า
            นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒ เป็นต้นมาก็ไม่เคยปรากฏบทบัญญัติ

            ทำานองนี้อีกเลย
                     นอกจากนี้  ยังมีปัญหาควรพิจารณาต่อไปได้ว่า  การที่
            รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำานาจในการพิจารณาคดีซึ่ง
            กษัตริย์ต้องหาในคดีอาญานั้น เท่ากับเป็นการตั้งให้สภาผู้แทนราษฎร

            เป็นศาลซึ่งจะขัดต่อหลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการอัน
            เป็นการขัดต่อหลักนิติรัฐหรือไม่ เพราะเท่ากับให้องค์กรอื่นที่มิใช่ศาล
            มาใช้อำานาจตุลาการ ซึ่งถ้าตีความบทบัญญัตินี้ว่า สภาผู้แทนราษฎร

            อาจจะวินิจฉัยให้กษัตริย์พ้นจากราชสมบัติเหมือนกับการถอดถอน
            ออกจากตำาแหน่งหลังจากนั้นจึงสามารถถูกฟ้องคดียังโรงศาลได้ การ
            ตีความเช่นนี้ย่อมไม่ขัดต่อหลักนิติรัฐ
                     แต่ถ้าตีความว่า สภาผู้แทนราษฎรเป็นศาลก็อาจจะขัดต่อ

            หลักนิติรัฐได้ เนื่องจากเป็นการตีความให้สภาผู้แทนราษฎรมีทั้งอำานาจ
            นิติบัญญัติและอำานาจตุลาการ ยิ่งกรณีนี้เป็นการใช้อำานาจตุลาการ
                                               ๒๑
            เฉพาะกับกษัตริย์ด้วยแล้วย่อมไม่เป็นธรรม


            ๒๑  วรเจตน์ ภาคีรัตน์, “คำาบรรยายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญชั้นสูง,” ชั้นปริญญาโท



            ๑๒๐    ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๓
   116   117   118   119   120   121   122   123   124   125   126