Page 160 - ฉบับ "ปรีดี บรรณานุสรณ์ 2561"
P. 160
คือมาตรา ๑ “อำานาจสูงสุดของประเทศเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ได้โดย
นัยของการที่ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้รัฐธรรมนูญ คือในหลวง
รัชกาลที่ ๗ ท่านเป็นผู้มอบอำานาจสูงสุดนี้ให้กับราษฎรทั้งหลาย ว่าง่ายๆ
คือฐานะของรัฐธรรมนูญฉบับแรก เป็นหนังสือมอบอำานาจอธิปไตยให้กับ
ประชาชน อันนี้เป็นสิ่งที่แตกต่างกับรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับที่เราทราบกัน
ภายหลังว่าก็ได้มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาร่างรัฐธรรมนูญ
และทำาให้คณะราษฎรถูกโจมตีว่าใจเร็วด่วนได้ชิงสุกก่อนห่าม ในหลวง
รัชกาลที่ ๗ ท่านทรงรู้อยู่แล้วถึงความแตกต่างว่า ขณะที่มาตรา ๑ ของ
รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ คือ “อำานาจสูงสุดของประเทศ
เป็นของราษฎรทั้งหลาย” มาตรา ๑ ของร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับ
“อำานาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของพระมหากษัตริย์” คือระบอบการ
ปกครอง เป็นคนละอย่างกัน โดยระบอบการปกครองตามร่างรัฐธรรมนูญ
ที่ผู้เชี่ยวชาญมาร่างให้ ยังไม่เกิด the king can do no wrong ยังไม่เกิด
การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์จากความขัดแย้งและความตึงเครียด
ในทางการเมืองของแต่ละประเทศและประเทศไทยในขณะนั้น แม้ว่า
มาตรา ๑ จะเป็นหลักการดังเช่นว่านั้น ร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับก็ยัง
ไม่ผ่านความเห็นชอบจากบรรดาข้าราชการผู้ใหญ่พระบรมวงศานุวงศ์
ผมคิดว่าในข้อนี้มันคือเรื่องที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำาคัญ
ประเด็นสำาคัญคือ รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕
ในหลวงรัชกาลที่ ๗ ทรงเติมคำาว่าชั่วคราวเข้าไป แล้วก็ทำาให้เกิดการมา
ปรับปรุงให้กลายเป็นฉบับถาวรแล้วก็ประกาศใช้ในอีก ๕ เดือนเศษๆ
วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ แล้วเราเรียกว่าวันรัฐธรรมนูญ ถ้าไปดูแล้ว
ถ้าใครศึกษาดูรัฐธรรมนูญฉบับ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ คือฉบับ
๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ ฉบับขยายที่ได้เพิ่มเติมเข้าไป
160 ปรีดีบรรณานุสรณ์ ๒๕๖๑

